ในโป๊กเกอร์ raise size เป็นอีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้ bet size เพราะมันส่งผลถึง EV ของเราและ Pot Odds ด้วย หากเราใช้ขนาดที่ไม่เหมาะกับ range ที่จะทำให้คู่แข่งเล่นต่อได้ ก็จะทำให้อีกฝ่ายมี pot ods ดีหรือแย่จนทำให้เราเสีย EV ในระยะยาวได้ ดังนั้นการเลือกขนาด raise ที่เหมาะกับแต่ละสถานการณ์จะช่วยสร้างความได้เปรียบและทำให้เราเล่นได้อย่าง optimal อีกด้วย โดยทั่วไปจะมีสถานการณ์ที่เราต้อง raise กันบ่อย ๆ อยู่ 4 อย่างคือ

สถานการณ์แบบนี้ Raise แค่ไหนดีถึงจะเหมาะ

สถานการณ์ที่ 1 Open raise

หากเป็น cash game 100bb regular ผู้เล่นส่วนมากที่อยู่บนโต๊ะแทบจะเต็มไปด้วยเหล่าเสือ สิงห์ กระทิง แรด ที่มากไปด้วยประสบการณ์ ไม่มีเหตุผลอะไรที่เราจะต้อง open raise 3x เหมือนโต๊ะที่เต็มไปด้วย fish หรือเกมที่ stake เล็ก ๆ ที่เรามีโอกาสได้กำไรหลายเท่าเมื่อเป็นผู้ชนะ ขนาดที่เหมาะสมกับสถานการณ์นี้ควรจะอยู่ประมาณ 2x-2.5x ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของเราด้วย ยิ่งอยู่ท้ายยิ่งเปิดได้ใหญ่เพราะมีความได้เปรียบเรื่องตำแหน่งอยู่แล้ว อย่างเช่น EP 2x, MP 2.3x, LP 2.5x เป็นต้น

ขณะที่ทัวร์นาเมนต์เราอาจจะเปิด 2.2x-2.3x จากตำแหน่งไหนก็ได้ในช่วงที่ยังไม่ short stack มากนัก แต่ถ้าเริ่มมี stack น้อยกว่า 25bb เราอาจปรับลด open raise มาที่ 2x-2.1x ก็พอแล้ว เพราะช่วงนี้ SPR เหลือน้อย เวลาโดน raise ก็หมอบได้โดยที่เสียชิพน้อยลง อย่าลืมว่าใน short stack แค่ 0.1-0.2bb ก็สำคัญ

สถานการณ์ที่ 2 3-bet raise

ในกรณีที่เราไม่ได้เป็นคน bet ก่อน สิ่งที่ควรทำคือปรับ raise size ให้เหมาะกับ bet size ของคู่แข่งเป็นหลัก หากอีกฝ่าย bet มาไม่มาก เราก็ raise ให้ใหญ่ขึ้น ตรงกันข้ามหากทางนั้นใช้ bet size ที่ใหญ่ ให้เรา raise เล็กลง เพราะยิ่ง pot ใหญ่ raise size จะมีความ sensitive ต่อการตัดสินใจสูงมากขึ้น

แต่ถ้าเรามั่นใจว่าคู่แข่งเป็น fish และเราก็มี value hand ที่ดี ก็ยังสามารถใช้ raise ที่ใหญ่เหมือนเดิมได้ เพราะมันไม่ส่งผลต่อความรู้สึกของ fish อยู่แล้ว ถ้า hand เขาดีพอ เวลาเจอ raise ของเราก็จะคอลตามอยู่ดีโดยไม่สนว่าจะ raise ใหญ่แค่ไหน ขอแค่ไม่ใหญ่เกินไปก็พอ

ปกติแล้ว 3-bet ที่เหมาะกับ cash game 100bb เมื่อเรา IP จะอยู่ที่ 3x-3.5x หาก OOP ก็ใช้ประมาณ 4.5x-5.5x ขึ้นอยู่กับการเปิดของอีกฝ่ายด้วย

สำหรับทัวร์นาเมนต์ยิ่งเป็น stack เล็ก เราก็จะ 3-bet เล็กตามด้วย เช่น 50-100bb : 3.5x-4x, 30-50bb : 3x-4x และน้อยกว่า 30bb : 2.6x-3x หรือ all-in ก็ได้

สถานการณ์แบบนี้ Raise แค่ไหนดีถึงจะเหมาะ

สถานการณ์ที่ 3 4-bet

หลักการเล่นจะคล้าย ๆ กับ 3-bet เพียงแต่ cash game จะใช้ 2.5x-2.6x เมื่อ IP และ 2.7x-2.8x เมื่อ OOP หากเป็นทัวร์นาเมนต์จะเล่น 2.2x-2.3x เวลาที่เรา IP และ 2.6x-2.8x เมื่อเรา OOP อันนี้เฉพาะกรณีที่ stack ไม่น้อยกว่า 50bb เท่านั้น หากต่ำกว่านี้จะใช้ all-in เพียงอย่างเดียว

สถานการณ์ที่ 4 Post-flop raise

สำหรับสถานการณ์นี้เราจะไม่คิดเป็นเท่าของ bet จากอีกฝ่าย เพราะว่า pot เริ่มใหญ่กว่าก่อน flop ออกมาก ดังนั้นเราจะใช้วิธีคิดเป็น % จาก pot หลังที่ call bet ไปแล้วเท่านั้น

ยกตัวอย่างเช่น pot 100 คู่แข่ง bet 50 หากเราจะ raise ต้องคิด % ของ pot หลังจากที่เรา call bet 50 ของอีกฝ่าย ทำให้ pot มี 200 สมมติว่าเรา raise 100 ซึ่งเป็น 50% ของ pot รวมกับ call bet 50 เท่ากับว่าเราจะต้อง raise 150 เพื่อให้ raise size ของเราเท่ากับ 50% pot ของที่คู่แข่ง bet มา

ปกติแล้วเราจะใช้ raisesize ไม่ต่ำกว่า 50% pot หลังจาก call bet ก็ขึ้นอยู่กับว่าคู่แข่งจะมีความ sensitive ในการ call แค่ไหน นอกจากนี้ก็ต้องดูเรื่อง SPR ด้วย ให้กะเอาว่าหาก raise แล้วอีกฝ่ายคอลตาม เราต้องมีโอกาส all-in โดยที่คู่แข่งเหลือ SPR 0.5-0.6 เท่า หรือเหลือ stack แค่ 50-60% ของ pot เพื่อให้ทางนั้นรู้สึกกดดันจนตัดสินใจยากขึ้นว่าจะ call หรือ fold ให้กับ all-in ของเรา เพราะเราต้องมีบลัฟฟ์อยู่ใน raising range และมี all-in bluff ด้วย ทำให้เราต้องเหลือ size ให้คู่แข่งหมอบได้บ้าง ไม่เช่นนั้นหาก raise แล้วอีกฝ่ายคอลตามแล้วเหลือ stack เล็กเกินไป หรือ SPR น้อยกว่า 0.4 เท่า ก็เป็นไปได้ที่เขาจะไม่ยอมหมอบ เพราะ pot committed มากเกินไป

สถานการณ์แบบนี้ Raise แค่ไหนดีถึงจะเหมาะ

ดังนั้นถ้าต้องการ raise ในช่วงที่ pot ใหญ่มาก ๆ และ SPR เหลือน้อย ควรจะลด % raise ลงด้วย เอาสักประมาณ 35% ของ pot กำลังดี เพื่อที่ SPR จะได้ไม่เหลือน้อยเกินไปใน street ถัดไป และอีกฝ่ายก็ยัง fold ได้ด้วย

และทั้งหมดนี้ก็เป็นแนวทางสำหรับการกำหนดขนาด raise ให้เหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์ อย่างไรก็ตามการใช้กลยุทธ์นี้จำเป็นต้องดูประเภทของคู่แข่งด้วย เพื่อปรับใช้ร่วมกับกลยุทธ์อื่นได้อย่างเหมาะสม หากใช้จนคล่องแล้วเราก็สามารถเป็นผู้เล่นที่ strong และ EV ได้ในระยะยาวอย่างแน่นอน

Similar Posts